บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุน

วันนี้ว่างๆ เลยไล่อ่านหนังสือเก่าๆ ที่เคยมีมาอ่าน เลยไปหยิบหนังสือเรื่อง “บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ” มาอ่าน แล้วก็มาเจอกับบทนึงในหนังสือว่าด้วยเรื่อง บาปมหันต์ 7 ประการในการลงทุนเข้า อ่านอีกทีก็คิดว่าหลายๆ คนน่าจะเป็น เลยสรุปเอามาลงอีกที ด้วยมุมมองของตัวเอง อาจจะแตกต่างจากหนังสือบ้างนะ มาไล่บาปทั้ง 7 ประการกันดีกว่า

บาปข้อ 1 เชื่อว่า คุณต้องคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ถูกต้อง จึงจะทำผลตอบแทนได้ดี

เราเห็นด้วยกับข้อนี้นะ อย่างในหนังสือจะบอกว่าบัฟเฟตต์ไม่ได้สนใจตลาดเลย สิ่งที่เค้าสนใจคือกิจการที่ของหุ้นตัวนั้น แล้วก็ซื้อรอกิจการเติบโต ไม่ได้สนใจสภาวะตลาดในระยะสั้นเลย
ในมุมมองของเราคือไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ตลาดได้เป๊ะๆ ขนาดนั้น เพียงแต่ทำตัวให้ไหลไปกับตลาด คิดแผนและ Scenario ในการเทรดของเรา ว่าจะ Action อย่างไรถ้าตลาดขึ้น จะ Action อย่างไร ถ้าตลาดลง เพราะสุดท้ายแล้วเราชื่อว่าไม่มีใครคาดการณ์ตลาดได้ถูก 100% หรอก (หรืออาจจะมีนะ)

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะตลาดส่งผลหุ้นที่เราจะซื้อขาย แต่มันไม่ได้สำคัญมากขนาดนั้น มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายให้เราสนใจ และใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นแผนการเทรด ความเสี่ยงที่เรารับได้ การวางเงิน เป้าหมายการเทรด ฯลฯ ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ตลาดเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือ “แผนของเรา” ว่าจะทำอะไรเมื่อตลาดเป็นแบบนั้นแบบนี้ต่างหาก

บาปข้อ 2 เชื่อ “กูรู” หลายคนเชื่อว่าถ้าตัวเองพยากรณ์ตลาดไม่ได้ ก็ต้องมีคนอื่นที่ทำได้

อันนี้มือใหม่ที่เข้าตลาดมาน่าจะเป็นกันเยอะ พยายามตามหาคนเก่งในตลาด ตามนักวิเคราะห์ว่าจะออกมาพยากรณ์ตลาดไปในทิศทางไหน ขึ้นกี่จุด ลงกี่จุด บลาๆ อย่างที่บอกว่า เราไม่เชื่อว่ามีคนเดาตลาดได้ถูก 100% (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) เลยไม่ค่อยฟังนักวิเคราะห์พยากรณ์ตลาดว่าจะไปเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เราทำคือฟังเหตุผลของเค้าว่า เบื้องหลังในการคาดเดาของเค้า มีอะไรมารองรับบ้าง และเชื่อถือได้ขนาดไหน แต่ก็ต้องฟังหูไว้หู ไม่ใช่เชื่อโดยไม่ได้วิเคราะห์ หรือตั้งคำถามอะไรต่อ

เคยได้ยินพี่ต้านพูดเหมือนกันว่า “อย่าฟังว่าเขาพูดอะไร ให้ดูจากการกระทำของเขา”
ปากบอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ขายกันยับ ก็ต้องระวังให้ดี

บาปข้อ 3 เชื่อว่า “ข้อมูลวงใน” จะช่วยให้ทำเงินได้มากมาย

เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าข่าวที่เราได้ยินมา มันมาถึงเราเป็นกลุ่มแรก เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราไม่ได้รู้ข่าวนี้เป็นคนสุดท้าย ในหนังสือเขียนว่าบัฟเฟตต์มีแหล่งข้อมูลในการลงทุนที่เด็ดที่สุด คือ “รายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียน” ซึ่งเป็นข้อมูลฟรีด้วยซ้ำ

เหตุผลอีกอย่างที่เราไม่ควรเชื่อข้อมูลวงในคือ เมื่อเราขาดทุนจากข้อมูลวงใน เราจะไม่โทษตัวเอง แต่เราจะโทษคนที่มาบอกข่าวเรา ซึ่งการทำแบบนี้ เราจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร

บาปข้อ 4 กระจายการลงทุน

ข้อนี้แหละที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ๆๆๆ เพราะวิธีการลงทุนของเราไม่เหมือนที่หนังสือยกตัวอย่างวิธีของบัฟเฟตต์ที่เลือกศึกษากิจการที่สนใจแล้วก็ลงทุนเพียงไม่กี่ตัว แต่เราเป็นพวกใช้กราฟเทคนิคและระบบในการเทรด และเรามีความเชื่อว่าในตลาดหุ้นไม่มีใครถูกได้ 100% เพราะฉะนั้นการทุ่มลงทุนในหุ้นไม่กี่ตัว มันแบกรับความเสี่ยงมากเกินไป ถึงแม้การกระจายการลงทุนจะได้กำไรน้อย แต่มันก็สบายใจอยู่นะ

บาปข้อ 5 เชื่อว่าคุณต้องเสี่ยงมาก หากจะทำกำไรให้ได้มากๆ

เราเคยฟังจากโค้ชหนุ่ม Money Coach ว่า High Risk High Return มันไม่มีหรอก มันมีแต่ High Understand High Return เพราะฉะนั้นการเสี่ยงมากๆ ใช่ว่าจะได้กำไรมากๆ เสมอไป เพราะเวลามันไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์แล้วละก็ เจ็บหนักเลยทีเดียวละ เพราะฉะนั้นศึกษาให้มาก ศึกษาให้เยอะ ลดความไม่รู้ของตัวเองลง แล้วผลตอบแทนจะตามมาเอง

บาปข้อ 6 เชื่อในการมีอยู่ของ “ระบบ” ที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำกำไรแน่นอน

ข้อนี้ในหนังสืออธิบายว่าเรามีความเชื่อว่าบนโลกนี้ต้องมีระบบ หรือมีใครบางคนคิดระบบ ไม่ว่าจะใช้ปัจจัยพื้นฐาน หรือเทคนิค หรือแม้แต่โหราศาสตร์ โดยระบบนั้นจะให้กำไรที่แน่นอน
ข้อนี้ก็เหมือนกับเรากำลังตามหา Holy Grail อยู่นั่นแหละ มันอาจจะมีก็ได้นะ แต่ถ้ามีจริง แล้วใครมันจะออกมาบอกกันฟระ!! การเสียเวลาเปล่าๆ น่า เอาเวลาไปศึกษาหาความรู้ในการลงทุน หาสไตล์การลงทุนของตัวเอง ศึกษาความเสี่ยงที่เรารับได้ เพื่อให้เราอยู่รอดในตลาดได้นานพอจนวิธีการลงทุนของเราแสดงผลลัพธ์ออกมา

บาปข้อ 7 เชื่อว่า ตัวเอง รู้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และมั่นใจว่าตลาดจะ เป็น อื่นไปไม่ได้ นอกจาก ต้อง เป็นอย่างที่ตัวเองคิด

อันนี้เราสรุปเอาเองว่ามันคือ “Ego” ในตัวคุณเองนั่นแหละ คิดว่าตัวเองรู้ คิดว่าตัวเองถูกซะจนไมได้ดูรอบข้าง ไม่ดูแม้แต่ตลาดว่ามันจะบอกอะไรเราอยู่ เชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของตัวเองมากเกินไป บางอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หัดวาง Ego แล้วเปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ เพื่อมาพัฒนาวิธีการเทรดของเราดีกว่าน่า

Facebook Comments