คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง

Industry Outlook 2017

– คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างจากภาครัฐจะเติบโต 3% จากปีก่อน โดยมีโครงการสนับสนุน คือ โครงการก่อสร้างถนน รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่
– ส่วนสัญญาณการลงทุนของภาคเอกชนนั้น จะขึ้นกับความชัดเจนของการลงทุนจากภาครัฐ
– โครงการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมปูน, เหล็ก และกระเบื้องปูพื้นปูผนังเซรามิก


**อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์**
– มีแนวโน้มเติบโตตามเศรษฐกิจ หากการลงทุนของภาครัฐมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนลงทุนตามมาอีก
– คาดว่าการบริโภคปูนซีเมนต์ในประเทศจะมีการขยายตัว 4% จากปีก่อน ขณะที่การส่งออกปูนไปยังพม่าและกัมพูชาจะชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ผลิตปูนของไทยบางส่วนเข้าไปตั้งโรงงานการผลิตแล้ว

**อุตสาหกรรมเหล็ก**
– คาดว่าปี 2017 ปริมาณความต้องการใช้เหล็กทรงยาว และทรงแบนจะขยายตัวที่ 10% และ 8% ตามลำดับ
– ต้องระวังการนำเข้าสินค้าจากจีน เพราะความต้องการในประเทศจีนยังไม่ฟื้นตัว
– ที่ผ่านมาปริมาณการผลิตในประเทศมีอัตราการขยายตัวช้ากว่าปริมาณการนำเข้า โดยช่วงปี 2009-2015 มีปริมาณการนำเข้าเหล็กทรงยาว และทรงแบนเท่ากับ 17% และ 13% ตามลำดับ ในขณะที่การผลิตในประเทศขยายตัวเพียงปีละ 2% และ -5% ตามลำดับ
– คาดว่าราคาเหล็กน่าจะทรงตัว และมีความผันผวนสูง


**อุตสาหกรรมกระเบื้องปูพื้นปูผนังเซรามิก**
– มีแนวโน้มดี ได้แรงสนับสนุนหลักจากภาคเอกชน แต่ต้องระวังการนำเข้ากระเบื้องจากต่างประเทศเข้ามากดดันราคา
– คาดว่าจะมีการใช้กระเบื้องโต 9% จากปีก่อน

Industry Trends

– ความต้องการบริโภควัสดุก่อสร้างได้รับแรงสนับสนุกจากโครงการภาครัฐ และเอกชน

– โครงการภาครัฐที่สำคัญประกอบด้วย 3 โครงการใหญ่ คือ
1.โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม (8 แสนล้าน) เช่น มอเตอร์เวย์, รถไฟรางคู่, รถไฟฟ้าต่างๆ
2.โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (1 แสนล้านบาท) เช่น โรงไฟฟ้า
3.โครงการลงทุนถนนทั่วไป (1.2 แสนล้านบาท) เป็นการลงทุนที่มีทกปี
– ผู้ประกอบการมีแนวโน้มลงทุน R&D ในสินค้าของตัวเองมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางราคา และเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ เช่น ปูนที่มีโครงสร้างแข็งแรงแต่ใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อโลก

-ผู้ประกอบการมีแนวโน้มขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน Online มากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องมีการปรับตัวมากขึ้น แต่ต้องระวังการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายไม่ให้ทับซ้อนกันเอง

– ผู้ประกอบการมีแนวโน้มไปลงทุนก่อสร้างโรงงานและส่งสินค้าที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน และ AEC เช่น พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย และลาว โดยการออกไปลงทุนต่างประเทศนั้น ผู้ประกอบการต้องมีการวางแผนเรื่องปัจจัยเสี่ยงดังนี้
1.ช่องทางการจัดจำหน่าย
2.ความต้องการของผู้บริโภคต่างประเทศ
3.เสถียรภาพทางการเมือง
4.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
5.จับตาคู่แข่งของจีน

– Supply ส่วนเกินของอุตสาหกรรมเหล็กยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะจีน

– ถึงแม้ว่าจีนจะมีนโยบายลดการผลิต แต่ยังมีปัจจัยกดดันที่ทำให้จีนลดกำลังการผลิตได้ล่าช้ากว่ากำหนด คือ 1) ผู้ผลิตเห็นราคาเหล็กสูงขึ้น ก็เข้ามาผลิตอีกครั้ง 2) กังวลด้านปัญหาแรงงาน หากมีการปิดโรงงาน

– ดังนั้นสินค้าที่นำเข้าจากจีนยังคงเป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยข้อได้เปรียบของจีนมีอยู่ 3 ปัจจัยหลักคือ 1) จีนมี Economies of scale ในการผลิต 2) จีนผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคในไทยได้ 3) สินค้าจากจีนมีราคาถูกกว่าไทย

ที่มา https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/2982/ekrcyehqyx/FTI_design2017_v5_web.pdf

Facebook Comments