ข้อคิดจากหนังเรื่อง The Big Short

(สปอยหนักมาก)

1.ตั้งคำถาม ทำงานหนัก ค้นหาข้อมูลตลอดเวลา

เราจะเห็นไมเคิล เบอรี่ ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม ปี 2001 แต่ตลาดบ้านกลับรุ่งขึ้น จึงนำไปสู่การขุดคุ้ยต่อไป โดยหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธบัตรสินเชื่อบ้าน 20 อันดับ ไม่ใช่แค่หาว่ามีอะไรบ้าง แต่ยังเจาะลึกลงไปอีกว่าแต่พันธบัตรนั้นมีสัญญากู้บ้านกับใครบ้าง มีรายละเอียดยังไง อายุเท่าไหร่ ลักษณะการปล่อยเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวรึป่าว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีเป็นพันๆ

2.จมูกต้องไว Connection จึงเป็นสิ่งสำคัญ

จาเร็ตรู้ข่าวเรื่องดีลที่เบอรี่ทำกับธนาคารใหญ่จากไนท์คลับ Connection ที่ดี นำมาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่ไว หรืออย่างเจมี่กับชาร์ลีที่รู้เรื่องหายนะของตลาดอสังหาจากเพื่อน และยังดันไปรู้จักกับเบน ริกเคิร์ต นักเก็งกำไรที่วางมือไปแล้ว ทำให้ทั้งคู่สามารถทำดีลที่เปลี่ยนชีวิตนี้ได้

3.ฟังหู้ไว้หู หาข้อมูลไม่พอ ต้องลงพื้นที่จริงด้วย

ในโลกของการลงทุนใครเชื่อถือได้ เมื่อมาร์ค บามฟังจาเร็ตเรื่องตลาดบ้านกำลังจะพังแล้ว เค้าไม่ได้เชื่อเลย แต่ให้ทีมงานไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และยิ่งกว่านั้นคือไปลงพื้นที่จริงๆ จนพบว่าตลาดบ้านมันฟองสบู่จริงๆ คนซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร (ตอนหนึ่งชื่อเจ้าของบ้านยังเป็นชื่อหมาเลย) รวมทั้งคนปล่อยกู้ก็ปล่อยโดนไม่สนใจว่าคนจะมีเงินมาคืนมั้ย ไม่ต้องมีหลักฐานการเงินอะไรทั้งนั้น อีกทั้งยังเป็นการปล่อยแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอีกต่างหาก
อีกตอนคือมาร์ค บามไปที่ S&P บริษัทจัดเรทติ้ง ก็พบว่าเรทติ้งที่ให้กับพวกพันธบัตรนั้นตามใจธนาคารอย่างเดียว เพราะถ้าไม่ให้ ธนาคารก็จะไปหาบริษัทจัดเรทติ้งอันอื่นแทน ดังนั้นไม่มีอะไรที่เชื่อได้เลย (อันนี้น่ากลัวมากๆ)

4.กล้ากับบ้า มีแค่เส้นบางๆ กั้น

เราชอบตอนหนึ่งที่เจมี่กับชาร์ลี กล้า Short สัญญาบ้านที่มีเรทติ้ง AA ซึ่งในตลาดตอนนั้นไม่มีใครเค้าทำกัน เพราะเจมี่กับชาร์ลีวิเคราะห์ และเชื่อข้อมูลของตัวเองว่า ถึงแม้จะมีเรทติ้ง AA แต่สินทรัพย์ในนั้นมีแต่ขยะทั้งนั้น ซึ่งเอาจริงๆ แล้วอาจจะเป็นการ Bet บ้าก็ได้
หรือตอนแรกที่ไมเคิลทำสัญญาสวอปกับธนาคาร พวกธนาคารก็มองว่าไมเคิลนี่ต้องบ้าแน่ๆเลย แต่ก็รับทำเพราะตอนนั้นไม่มีใครมองออกว่าตลาดบ้านจะพังลงมาจริงๆ หรือแม้แต่มาร์ค บามที่คุยกับผู้จัดการ CDO หลังจากนั้นก็ Short เพิ่มอีก 500 ล้าน

5.เมื่อเลือกเชื่อในข้อมูลของตัวเอง ต้องอดทนรอให้นานพอ

ตอนแรกที่สวอปนั้น ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสัญญาทุกเดือน โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตลาดบ้านจะพังจริงๆ แต่ทั้งไมเคิลและมาร์ค ก็ยังคงสถานะเอาไว้ ไม่ฟังคนอื่น จนตอนสุดท้ายเมื่อตลาดบ้านเริ่มพังลง แต่มูลค่าของพันธบัตรที่แต่ละคน Short ไว้กลับไม่ลงตามไปด้วยทันที แต่ทุกคนก็ยังอดทนถือเอาไว้ จนสุดท้ายตลาดบ้านมันก็พังจริงจนกลายเป็น Big Short ของทุกคน ดังนั้นถ้าเลือกที่จะเชื่อในข้อมูล หรือสถานะที่ตัวเองถือแล้วก็ต้องอดทนรอ Timing ที่ทำให้ผลลัพธ์มันเป็นในทางที่ต้องการ
(เพิ่มเติมจากความเห็นของตัวเองคือการทำแบบนี้ก็เสี่ยงอยู่ เพราะถ้าหากผิดทางจะกลายเป็นขาดทุนใหญ่โตมากๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนในหนังมีการป้องกันความเสี่ยงยังไงรึป่าว ในหนังไม่ได้บอกไว้)

6.เมื่อข้อมูลเปลี่ยน ก็ลด Ego ลงหน่อยเถอะน่า

ตอนท้ายๆ เรื่องที่บรูซ มิลเลอร์ขึ้นพูดกับมาร์ค บาม แล้วบอกว่าจะซื้อหุ้นของแบร์ต่อไป ทั้งๆที่ราคาของหุ้นแบร์ลดลงเรื่อยๆ ในตอนนั้นก็ตาม ซึ่งถ้าเรามองเห็นข้อมูล และปัญหาจริงๆ โดยไม่ยึดติดกับ Ego อาจจะทำให้เรามีความเป็นเหตุเป็นผลในการวิเคราะห์ และรอดจากวิกฤตได้

7.เหรียญมันมี 2 ด้านเสมอ

คนนึง Short ได้กำไรมหาศาล แต่อีกด้านนึงตลาดบ้านพัง เศรษฐกิจพัง คนตกงาน ไม่มีเงินใช้ เหรียญมันมี 2 ด้าน อย่าดีใจจนเกินเหตุ เพราะเราไม่รู้ว่าเหรียญอีกด้านจะมาโดนเราเมื่อไหร่ เตรียมพร้อมไว้เสมอ

8.ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเสมอ

ในเรื่องไม่ได้พูดถึงหรอก แต่ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตมากี่ครั้ง มันก็ยังจะเกิดต่อไปถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบไป แต่หลักๆ มันก็มาจากความโลภของคนเรานี่หละ เพราะฉะนั้นเตรียมพร้อมไว้เสมอ จำกัดความเสี่ยงของเราไว้ตลอดเวลา

Facebook Comments